ในการทดสอบประสิทธิภาพในการทำงาน เราจะใช้ Developer Tools ของเว็บบราวเซอร์ Google Chrome
1. ที่หน้า Blog กดคลิกขวา แล้วเลือกเมนู “Inspect” จากนั้นจะมีพาเนลด้านล่างขึ้นมา (สามารถใช้เปิดโดยใช้ปุ่ม Keyboard shortcut “F12” ได้)

2. ที่ Developer Tools ให้เลือกแทป Network จากนั้นกดลิงค์ที่ Blog เพื่อให้เข้าไปยังหน้า Content จะพบข้อมูลเชิงเทคนิคของหน้าเว็บไซต์แสดงออกมา ดังรูป ที่กรอบล่างซ้ายหัวข้อ Name ให้กดเลือกรายการแรกซึ่งจะเป็นไฟล์ชื่อเดียวกับ Title ในตัวอย่างนี้คือ “natus-labore-rerum-officiis-voluptates/”

3. ที่กรอบหัวข้อ Headers ให้เลื่อนลงมาจนพบ x-litespeed-cache จะพบว่าแสดงผลเป็น “miss” ดังรูป สำหรับการทำงานของ LiteSpeed Cache จะมีการแสดงผล 2 แบบคือ
- miss เป็นการเข้าถึงเนื้อหาโดยไม่ใช้ cache ซึ่งอาจเกิดจาการเข้าถึงเนื้อหานี้เป็นครั้งแรก หรือ cache ที่เคยมีหมดอายุแล้ว (expired) ซึ่งหากสถานะเป็น miss ตัว LiteSpeed Cache จะทำการสร้าง cache ขึ้นมาให้เองอัตโนมัติสำหรับการเข้าถึงครั้งถัดๆไป
- hit เป็นการเข้าถึงเนื้อหาโดยใช้ Cache

4. ที่ด้านล่างของ Developer Tools แสดงจำนวนเวลาในการโหลดหน้าทั้งหมด จากตัวอย่างจะเห็นว่า กรณีไม่มีการใช้ cache (miss) ใช้เวลาอยู่ที่ 995 ms

5. แท่งแนวนอนแสดงระยะเวลาในการโหลดไฟล์แต่ละไฟล์ จะเห็นได้ว่าเว็บบราวเซอร์ได้รับการตอบกลับข้อมูลครั้งแรก หรือที่เรียกว่า Time to First Byte (TTFB) อยู่ที่ราวๆ 800 ms

6. ให้ทำการกด Refresh หน้าโดยการกด F5 เพื่อให้เว็บบราวเซอร์ทำการโหลดหน้าเดิมใหม่อีกครั้ง

7. ที่กรอบหัวข้อ Headers ให้เลื่อนลงมาจนพบ x-litespeed-cache จะพบว่าแสดงผลเป็น “hit” แสดงว่ามีการใช้ cache ในการทำงานแล้ว

8. ที่ด้านล่างของ Developer Tools แสดงจำนวนเวลาในการโหลดหน้าทั้งหมด จากตัวอย่างจะเห็นว่า กรณีมีการใช้ cache (hit) ใช้เวลาอยู่ที่ 234 ms ซึ่งลดลงจากรอบก่อนที่ 995 ms อย่างมีนัยสำคัญ

9. แท่งแนวนอนแสดงระยะเวลาในการโหลดไฟล์แต่ละไฟล์ จะเห็นได้ว่าเว็บบราวเซอร์ได้รับการตอบกลับข้อมูลครั้งแรก หรือที่เรียกว่า Time to First Byte (TTFB) อยู่ที่ราวๆ 20 ms ซึ่งลดลงจากรอบก่อนที่ 800 ms อย่างมีนัยสำคัญ
